วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

พระผู้ทรงปกเกล้าฯ


ประเทศสหรัฐอเมริกา : วันจันทร์ ที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐ เป็นวันพระราชสมภพของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช พระราชโอรสองค์ที่ ๓ ในสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และหม่อมสังวาลย์  มหิดล ณ อยุธยา เมื่อทรงพระราชสมภพได้ไม่นานก็เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทยในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ โดยพระทับอยู่ที่วังสระปทุม  หลังจากประทับอยู่เมืองไทยได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมราชชนกก็ทิวงคตในวันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๒
      เมื่อพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงเจริญพระชนมายุ ๕ พรรษา ได้ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี จนเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หม่อมสังวาลย์  มหิดล ณ​ อยุธยา จึงทรงนำพระธิดา พระโอรส เสด็จไปประทับ ณ กรุงโลซานน์  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อทรงเข้ารับการศึกษาในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๗๖
   จนกระทั่งเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗  เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ  รัฐบาลซึ่งมีพระยาพหลพลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อัญเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล ขึ้นเสวยราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์เป็นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึึงทรงได้รับสถาปนาฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช เมื่อวันที่ ๑๐​ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๘

       สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช เสด็จนิวัติพระนครเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๑  และทรงตามเสด็จพระเชษฐาไปประกอบพระราชกรณียกิจในที่ต่างๆ หลังจากนั้นได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นโดยเริ่มในทวีปยุโรปตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๒ และขยายตัวเข้าสู่ประเทศไทยจนกระทั่งสงครามยุติลงในกลางปี พ.ศ. ๒๔๘๘ จากภาวะสงครามทำให้ทั้งสองพระองค์ไม่มีโอกาสเสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ตามเสด็จพระเชษฐากลับประเทศไทยอีกครั้ง และก่อนที่จะเสด็จกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาต่อเพียงไม่กี่วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลก็เสด็จสวรรคตด้วยพระแสงปืนส่วนพระองค์ในวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.​๒๔๘๙

        ในวันเดียวกันนายปรีดี  พนมยงค์ นายกรัฐมนตรีได้เสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการอัญเชิญสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ซึ่งเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.​ ๒๔๖๗ ขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อไป  ต่อจากนั้นประธานและรองประธานพฤฒสภา ประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ให้ครองราชย์ รัฐบาลจึงมีประกาศเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุยเดช ได้ขึ้นครองราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นต้นไป
        กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร (พระองค์เจ้าธานีนิวัติ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรีตรัสเล่าว่า ".....ได้เคยกราบบังคมทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงเรื่องที่ทรงรับราชสมบัติ  ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า หน้าที่และความเป็นคนไทยทำให้ทรงรับ  เพราะฉันเป็นคนไทย ประชาชนเขาต้องการให้ฉันทำหน้าที่ "

(ข้อมูลจากหนังสือทางวิชาการจัดพิมพ์ขึ้นในวาระแห่งการเฉลิมฉลองการสถาปนาครบรอบ ๗๒ ปี ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ "พระผู้ทรงปกเกล้าฯ ประชาธิปไตย : ๖๐​ปีสิริราชสมบัติกับการเมืองการปกครองไทย" เรียบเรียงโดย รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์   สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,๒๕๔๙)(พระบรมฉายาลักษณ์ จาก  http://play.kapook.com/photo/show-84882)
            

ไม่มีความคิดเห็น: